
บทความจาก NFCR หรือ National Foundation for Cancer Research องค์กรไม่แสวงหากำไรจากอเมริกาที่สนับสนุนการวิจัยพื้นฐานด้านโรคมะเร็ง และส่งเสริมการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ให้สามารถนำไปใช้ป้องกัน วินิจฉัย และรักษาโรคมะเร็งได้จริงในอนาคต อธิบายไว้ว่า
เรื่องของพันธุกรรมหลายคนเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ซึ่งก็จริงในระดับหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่จะกำหนดอนาคตเราได้ นักวิจัยจาก NFCR อธิบายว่า ความเสี่ยงทางพันธุกรรมต่อมะเร็งนั้นสามารถวัดได้จากสิ่งที่เรียกว่า “Cancer Polygenic Risk Score (CPRS)” ซึ่งเป็นการคำนวณความเสี่ยงทางพันธุกรรมแบบรวมสำหรับมะเร็งหลายชนิด ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง แนวคิดนี้ช่วยให้เข้าใจว่าพันธุกรรมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของคนคนหนึ่ง
มะเร็งบางชนิดมีความสัมพันธ์กับพันธุกรรมชัดเจน เช่น มะเร็งเต้านม เร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งต่อมลูกหมาก ในบางครอบครัวจะพบการกลายพันธุ์ของยีนที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คนในครอบครัวเดียวกันเป็นมะเร็งชนิดเดียวกันได้มากกว่าคนทั่วไป กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของกรณีของมะเร็งทั่วโลกไม่ได้เกิดจากยีนที่สืบทอดมาโดยตรง แต่เกิดจากสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันง
พันธุกรรมคือสิ่งที่เราได้มา แต่พฤตกรรมคือสิ่งที่เรา “เลือกได้” NFCR ย้ำถึงความสำคัญของวิถีชีวิตที่มีต่อการเกิดมะเร็งไว้อย่างชัดเจน คนที่มีพันธุกรรมเสี่ยงต่ำแต่มีพฤติกรรมสุขภาพไม่ดี เช่น สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย หรือกินอาหารที่ไม่สมดุล มีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าคนที่มีพันธุกรรมเสี่ยงสูงแต่มีพฤติกรรมที่ดีเสียอีก ในทางกลับกันคนที่มีพันธุกรรมเสี่ยงสูง แต่ใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ไม่สูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกายสม่ำเสมอ อัตราการเป็นมะเร็งจะลดลงเหลือเพียง 5.51 เปอร์เซ็นต์ในผู้ชาย และ 3.69 เปอร์เซ็นต์ในผู้หญิง พฤติกรรมที่จัดว่าเป็นตัวการสำคัญมีหลายอย่าง เช่น การสูบบุหรี่ซึ่งเกี่ยวข้องกับมะเร็งปอดและกล่องเสียง การดื่มแอลกอฮอล์ที่มีส่วนทำให้เกิดมะเร็งตับและมะเร็งเต้านม การมีน้ำหนักเกินที่สัมพันธ์กับมะเร็งมดลูก ลำไส้ใหญ่ และเต้านม รวมถึงการขาดการออกกำลังกาย หรือการบริโภคอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูงแต่ขาดผักผลไม้ แม้แต่ความเครียดสะสม การนอนหลับไม่เพียงพอ ก็ล้วนส่งผลทางอ้อมต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับเซลล์ผิดปกติ
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดที่ NFCR สรุปว่า แม้ว่าพันธุกรรมจะเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของเรื่อง แต่พฤติกรรมคือบทที่เราสามารถเขียนเองได้ทุกวัน และในหลายกรณีมันมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์สุดท้ายมากกว่าด้วยซ้ำ พันธุกรรมเสี่ยงต่ำ แต่ใช้ชีวิตแบบไม่ดูแลตัวเอง เสี่ยงเป็นมะเร็งมากกว่ากลุ่มพันธุกรรมเสี่ยงสูง แต่ใช้ชีวิตดีมากถึง 2-3 เท่า ประเด็นนี้สำคัญสำหรับคนวัย 30 กว่า เพราะเป็นช่วงที่พฤติกรรมเริ่มคงตัว หลายคนอาจมีภาระงาน ความเครียด และเริ่มละเลยสุขภาพโดยไม่รู้ตัว แต่ใจขณะเดียวกันก็ยังเป็นวัยที่ระบบร่างกายตอบสนองต่อการปรับพฤติกรรมได้ดี หากเริ่มใส่ใจตั้งแต่ตอนนี้ ผลลัพธ์ในอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะต่างออกไปอย่างชัดเจน อาจพูดได้ว่า แม้พันธุกรรมจะเป็น “ไพ่ที่แจกมา” แต่เรายังสามารถเลือก “วิธีเล่น” ได้เสมอ
เมื่อรู้แล้วว่าพฤติกรรมมีผลมากขนาดไหน คำถามต่อไปคือ เราจะทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงของตัวเอง แนวทางสำคัญที่สุดคือการปรับไลฟ์สไตล์ให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่ NFCR เรียกว่า “favorable lifestyle” หรือวิถีใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพเพื่อปิดสวิตช์ความเสี่ยงที่จะทำให้เป็นมะเร็ง เริ่มจากการเลิกบุหรี่และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทั้งสองอย่างเป็นตัวการใหญ่ของมะเร็งหลายชนิด การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากไขมันส่วนเกินในร่างกายมีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนบางชนิดที่อาจกระตุ้นการเติบโตของเซลล์มะเร็ง
ในด้านอาหาร การรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะผักใบเขียวและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้จริง เพราะสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ช่วยลดการอักเสบและซ่อมแซมความเสียหายของเซลล์ ส่วนการออกกำลังกายควรทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องหักโหม แค่การเดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ก็ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งหลายชนิดได้
นอกจากนี้ การตรวจสุขภาพประจำปี และการฉีดวัคซีน HPV ก็เป็นอีกแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในผู้หญิง การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกหรือเต้านมสามารถช่วยให้พบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นช่วงที่รักษาได้ง่ายและมีโอกาสหายขาดสูงมาก
จะเห็นได้ว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่เป็นเรื่องของ “การเลือกทำ” ในทุกวัน และแม้เราจะไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีวันเป็นมะเร็ง แต่เราสามารถเพิ่มโอกาสที่จะมีชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และห่างไกลจากโรคนี้ได้มากขึ้น