ขับรถชนเสาไฟฟ้าค่าเสียหายเท่าไหร่? เรื่องเงินที่หลายคนยังไม่เคยรู้

ขับรถชนเสาไฟฟ้าใครคิดว่าจ่ายค่าซ่อมรถตัวเองแล้วจบ อาจต้องคิดใหม่ เพราะการชนเสาไฟฟ้าไม่ใช่แค่ทำให้เสาเสีย แต่ยังอาจกระทบไปถึงระบบไฟทั้งเส้น และคุณอาจจะต้องรับผิดชอบทั้งหมดในฐานะ “ผู้ทำของหลวงชำรุด”

ทำไมขับชนเสาไฟฟ้าถึงเป็นเรื่องใหญ่

เสาไฟฟ้าแต่ละต้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายระบบไฟฟ้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเสาแรงต่ำที่เห็นทั่วไปตามถนน หรือเสาแรงสูงที่รองรับหม้อแปลงและสายไฟหลัก การชนเสาไฟหนึ่งต้นอาจไม่ได้ทำให้แค่เสานั้นหัก แต่แรกกระแทกสามารถส่งผลให้สายไฟขาด ระบบจ่ายไฟล้มทั้งแนว และอุปกรณ์อื่น ๆ เสียหายตามไปด้วย เช่น หม้อแปลง สายสื่อสาร หรืออุปกรณ์ต่อเชื่อมกับเสา เมื่อเกิดเหตุลักษณะนี้หน่วยงานที่ดูแล เช่น การไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะต้องเข้ามาซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมักจะเรียกเก็บจากผู้ขับขี่ที่เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุ

ค่าเสียหายจากเสาไฟฟ้า 1 ต้น อาจสูงถึงหลักหมื่น หรือหลักแสน! 

ค่าใช้จ่ายในการซ่อมหรือเปลี่ยนเสาไฟฟ้าไม่ได้มีเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับชนิดและระบบของเสา โดยทั่วไป เสาไฟฟ้าที่ใช้ตามถนนทั่วไปมีราคาประมาณ 10,000 – 30,000 บาทต่อต้น แต่ถ้าเป็นเสาไฟฟ้ากลาง ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าและต้องใช้เครื่องมือเฉพาะ ราคาสามารถพุ่งขึ้นไปถึง 30,000 – 100,000 บาทต่อต้น และถ้าเป็นเสาไฟฟ้าแรงสูงราคาอาจสูงถึง 50,000 – 200,000 บาท โดยเฉพาะถ้ามีหม้อแปลงติดตั้งอยู่ด้วยราคาจะเพิ่มขึ้นไปอีก 20,000 – 50,000 บาท ยังไม่รวมค่าแรงและอุปกรณ์ติดตั้งเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นที่ต้องจ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าอุปกรณ์ประกอบรอบเสาไฟ ไม่ว่าจะเป็นสายไฟ โคมไฟ หรือตัวจับยึด ซึ่งอาจอยู่ในช่วง 2,000 – 10,000 บาท รวมถึงค่าแรงติดตั้งใหม่ที่อาจเพิ่มอีก 2,000 – 5,000 บาท ขึ้นอยู่กับหน่วยงานและพื้นที่ที่เกิดเหตุ หากแรงชนรุนแรงมากจนกระทบเสาไฟหลายต้นหรือทำให้ไฟดังในพื้นที่กว้าง ค่าเสียหายทั้งหมดอาจประเมินเป็น “ยอดรวม” ซึ่งบางกรณีอาจแตะถึง หลักแสนบาท

เสาไฟฟ้าไม่ใช่แค่ “เสา” ความเสียหายที่ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ เสาไฟฟ้าแต่ละต้นไม่ได้ยืนแยกเดี่ยว แต่เชื่อมต่อกันเป็นระบบ เมื่อเสาหนึ่งต้นหักลง แรงตึงของสายไฟสามารถดึงให้เสาข้างเคียงเอียง หรือเสียสมดุลตามไปด้วย ทำให้ต้องซ่อมหรือเปลี่ยนมากกว่าหนึ่งต้น 

ในบางพื้นที่ เสาไฟฟ้ายังติดตั้งร่วมกับระบบอื่น เช่น ป้ายจราจร กล้อง CCTV หรือตู้ควบคุมสัญญาณไฟ แบริเออร์ กรวยจราจร แผงกั้นจราจร เสาล้มลุก หากเกิดอุบัติเหตุจนสิ่งเหล่านี้เสียหาย ผู้ขับขี่ต้องรับผิดชอบทั้งหมด โดยจะมีการประเมินมูลค่าความเสียหายจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เช่น แขวงทางหลวง เทศบาล หรือการไฟฟ้า ซึ่งจะออกใบเรียกเก็บเงินเพื่อชดใช้ตามจริง

หากอุบัติเหตุเกิดในเมืองหรือชุมชน การชนเสาเพียงต้นเดียวอาจทำให้ไฟฟ้าดับกระทบหลายครัวเรือนหรือธุรกิจรอบข้าง ซึ่งบางกรณีอาจเกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ชำรุดจากไฟกระชาก หรือการหยุดชะงักของระบบไฟในร้านค้า ทำให้ผู้ขับต้องชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

ค่าเสียหายของหลวงไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือเรื่องกฎหมาย

การชนเสาไฟฟ้าจัดว่าเป็นการ “ทำของหลวงชำรุด” ซึ่งตามกฎหมายไทยถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ผู้ใดทำให้ทรัพย์สินของทางราชการเสียหายต้องรับโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แม้ในทางปฏิบัติหน่วยงานรัฐมักเลือกให้ชดใช้ค่าเสียหายแทนการดำเนินคดี แต่หากผู้ขับไม่ให้ความร่วมมือหรือหลบหนี ก็มีสิทธิ์ถูกดำเนินคดีอาญาได้เช่นกัน

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “อย่าประมาท” การขับรถอย่างมีสติไม่ขับเร็วเกินกำหนด ไม่เล่นโทรศัพท์ และไม่ดื่มแล้วขับ คือวิธีเดียวที่จะช่วยให้เราไม่ต้องมาเจอกับคำถามว่า “ขับรถชนเสาไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่” เพราะคำตอบสั้น ๆ ก็คือ แพงกว่าที่คิดมาก และไม่มีใครอยากจ่ายแน่นอน

ที่มา

บทความที่เกี่ยวข้อง

บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน)

999/1 เดอะไนน์ทาวเวอร์ ถนนพระราม 9
แขวงพัฒนาการ เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร 10250

1519

 

www.thanachartinsurance.co.th