หมดกังวลเรื่องการเจ็บป่วย เมื่อเรามียาสามัญพกไปให้อุ่นใจ แต่เมื่อพกยาแล้วก็จำเป็นต้องทำให้ถูกกฎ เพราะยาหลายตัวที่ถูกต้องในเมืองไทย อาจผิดกฎหมายในประเทศปลายทางได้ จึงมีข้อแนะนำสำหรับการจัดยา แพคใส่กระเป๋าพร้อมเดินทางมาฝากกัน
ยาสามัญประจำเที่ยว พกไว้เผื่อฉุกเฉิน
อันดับแรกเรามาเริ่มจากยาสามัญที่ควรต้องพกเมื่อต้องเดินทางไปต่างประเทศกันก่อน กลุ่มยาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ใช้รักษาอาการยอดฮิตในขณะเดินทางที่หลายคนเป็นกัน
- กลุ่มแก้ไข้-แก้ปวด: พาราเซตามอล ใช้ได้ทั้งลดไข้และบรรเทาปวด โดยปกติรับประทานครั้งละ 1-2 เม็ดหลังอาหาร ทุก 4-6 ชั่วโมง สำหรับเวลาที่ร่างกายปรับอากาศไม่ทัน เดินเยอะ หรือเจ็ทแล็ก
- อาการหวัด-แพ้ ถ้าเป็นหวัดที่มีอาการแพ้ร่วมด้วย (มีไข้ ปวดหัว น้ำมูกไหล จาม) ยาบรรเทาหวัดลดไข้สูตรผสมช่วยได้ ส่วนคนที่มีภูมิแพ้อยู่แล้วให้เลือกยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงอย่าง ลอราทาดีน ชนิดเม็ด วันละ 1 เม็ด คุมอาการน้ำมูกไหล จาม คัดจมูก คันตา ได้โดยไม่ง่วงระหว่างเที่ยว
- ไอ-เสมหะ ยาละลายเสมหะที่มีตัวยา คาร์โบซิสเทอีน เหมาะกับอาการไอมีเสมหะ มีทั้งแบบเม็ดและแบบน้ำ
- ระบบทางเดินอาหาร ไปเจอรสชาติใหม่ ๆ แล้วท้องไม่ปกติ ใช้ ไซเมทิโคน (Simethicone) ช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง ลดกรด โดยทั่วไปใช้ครั้งละ 1 เม็ดหลังอาหาร 3 มื้อ และก่อนนอนหรือใช้ตามแพทย์สั่ง ผงเกลือแร่ ORS ผสมน้ำดื่มเพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ ในภาวะท้องเสียหรืออาเจียน วันละประมาณ 6-9 แก้ว ระหว่างที่อาการยังไม่ดีขึ้น อัตราคาร์บอน (Ultra carbon) สำหรับแก้ท้องเสีย ใช้ครั้งละ 1 เม็ด ควรรับประทานก่อนอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมงางถูกต้องและมีความจำเป็นจริง ๆ เอกสารพวกนี้ช่วยลดความกังวลของทั้งเราและเจ้าหน้าที่ด่านตรวจ
ส่วนคนที่มีโรคประจำตัวและจำเป็นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมัน หอบหืด โรคซึมเศร้า หรือกรดไหลย้อน ต้องระวังเป็นพิเศษ เอกสารคือเกราะป้องกันเวลาถูกตรวจ ควรขอใบรับรองแพทย์เป็นภาษาอังกฤษ ใหระบุชื่อยา ปริมาณ เหตุผลที่ต้องใช้ และมีลายเซ็นแพทย์ให้ครบ พร้อมพกใบสั่งยาไปด้วย เพื่อยืนยันว่าเราใช้ยาอย่างถูกต้องและมีความจำเป็นจริง ๆ เอกสารพวกนี้ช่วยลดความกังวลของทั้งเราและเจ้าหน้าที่ด่านตรวจ
วิธีพกยาให้ปลอดภัย ห้ามแกะ ห้ามเทรวม และเช็กวันหมดอายุ
กฎเหล็กของการพกยาข้ามประเทศมีอยู่ไม่กี่ข้อ แต่ต้องทำให้ครบ
- เก็บยาไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิม พร้อมฉลากครบถ้วน อย่าแกะออกจากแผง อย่าเทรวมกล่อง ฉลากเดิมคือหลักฐานสำคัญว่ามันคือยาอะไร มีสารอะไร ขนาดเท่าไหร่ ใครผลิต ถ้ามีแต่เม็ดยาเปล่า ๆ ต่อให้อธิบายดีแค่ไหนเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีหลักฐานพอที่จะปล่อยผ่าน
- ตรวจวันหมดอายุให้เรียบร้อย อย่าให้ใกล้หมดจนเกินไป เพราะถ้าหมดอายุระหว่างทริป นอกจากใช้ไม่ได้ ยังดูไม่ดีในสายตาเจ้าหน้าที่ด้วย
- สำหรับยาน้ำโดยเฉพาะของเด็ก ให้ระวังเรื่องขวดแตก และคุมปริมาณต่อขวดไม่เกิน 100 มิลลิลิตร
ส่วนปริมาณการเตรียม ให้พกเท่าที่ใช้จริงตามจำนวนวันของทริป อาจเตรียมสำรองเพิ่มไปเล็กน้อย สำหรับเหตุไม่คาดคิดอย่างกระเป๋าหาย หรือเที่ยวบินดีเลย์ แต่ก็อย่าเยอะเกินจำเป็นเพราะยิ่งเยอะยิ่งถูกตั้งคำถามเพิ่ม
ยาแบบไหน “เสี่ยง” ในสายตาด่านตรวจ และควรระวังยังไง
ทำความเข้าใจกันก่อนว่ากฎเรื่องของยาในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ยาที่ถูกกฎในไทย อาจผิดกฎหมายในประเทศปลายทางได้ เพราะฉะนั้นก่อนเดินทางควรเช็คข้อมูลจากเว็บไซต์สถานทูตหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศนั้น ๆ ให้ชัด อีกสิ่งที่สำคัญคือหลายครั้ง “ชื่อการค้า” ของยาอาจต่างกันไปตามแต่ละประเทศ แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบจริง ๆ คือ “สารออกฤทธิ์ (Active Ingredient)” ในยา กฎมักอ้างอิงตามเอกสาร ไม่ใช่ยี่ห้อ ดังนั้นก่อนแพ็คยาเปิดฉลากดูสาระสำคัญให้เรียบร้อย จะได้รู้ว่ามีสารเข้มงวดในบางประเทศหรือเปล่า ตัวอย่างเช่น
- ญี่ปุ่น ห้ามนำยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ หรือยานอนหลับบางชนิดเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต หากตรวจพบมีสิทธิ์ถูกจับ ส่งกลับแน่นอน
- สิงคโปร์ ยาที่มี โคเดอีน เช่น ยาแก้ไอบางสูตร ต้องมีใบรับรองแพทย์ และแจ้งล่วงหน้า
- สหรัฐอเมริกา มียาควบคุมบางประเภทที่ต้องมีเอกสารแพทย์ครบ และ ยื่นขออนุญาตกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- ออสเตรเลีย หรือบางประเทศในสหภาพยุโรป อาจกำหนดให้การนำเข้ายาจำเป็นต้องยื่นขออนุญาตล่วงหน้า ผ่านสถานทูต หรือหน่วยงานของเขา
เตรียมตัวให้พร้อม จัดการให้ครบ ก็จะสามารถเดินทางด้วยความมั่นใจ ไม่ต้องเสี่ยงลุ้นตอนผ่านด่านตรวจแน่นอน
ที่มา
บทความที่เกี่ยวข้อง